.comment-link {margin-left:.6em;}

 

28 พฤศจิกายน 2548

70% we bought is useless

ถ้าแปลความหมายให้ตรงตัวจากชื่อหัวข้อนี้ล่ะก็ คงจะได้ว่า "70% ของที่เราซื้อนั้นไม่เกิดประโยชน์"

วันนี้ผมอยากให้ทุกคนลองมองไปรอบๆ ตัวของท่าน อยากให้ลองเลือกผลิตภัณฑ์รอบๆ ตัวมาสัก 10 ชิ้น แล้วลองนั่งนึกสักพักสิว่า ท่านซื้อของเหล่านั้นมาด้วยราคาเท่าไหร่

หลังจากนั้น ลองนึกซิครับว่า ของแต่ละชิ้นนั้น ท่านใช้มันให้เกิดประโยชน์ได้คุ้มค่ากับเงินที่เสียไปหรือยัง?

แน่นอนครับ บางชิ้นเราคงใช้มันได้คุ้มแสนคุ้ม ในขณะที่บางชิ้นยากเกินจะประเมิน และอีกส่วนหนึ่ง ที่เรารู้สึกว่า ไม่คุ้มเอาเสียเลย

สังเกตไหมครับ ว่ากลุ่มสุดท้ายที่ไม่คุ้มเอาเสียเลยนั้น ดูจะเป็นสินค้าเทคโนโลยีหรืออิเล็กทรอนิกส์เสียเป็นส่วนใหญ่?

ผมอยากยกตัวอย่างโทรศัพท์มือถือของผม Sony Ericsson K700i ที่ผมซื้อมาเมื่อราวๆ ปีครึ่งที่แล้ว ในราคา 15,900 บาท ทุกวันนี้ผมมั่นใจ และกล้าพูดสุดๆ ครับ ว่าผม "ใช้มันไม่คุ้ม" เอาเสียเลย ถึงแม้ว่าผมจะพอใจในความหลากหลายของคุณสมบัติของมัน แต่ผมก็พบว่า หลายๆ อย่างมัน "ไม่จำเป็น"

มือถือของผมถ่ายรูปได้ ถ่ายวีดีโอได้ อัดเสียงได้ อัดเสียงระหว่างสนทนาได้ด้วย ต่อบลูทูธ GPRS ได้ มีอินฟราเรด มีจอสีละเอียดสีสันสวยงาม ใหญ่ด้วย มีเมนูอนิเมชั่นสวยงาม มีเกม เล่น MP3 ได้ เล่นวิทยุ FM ได้ มีลำโพงในตัว (loundspeaker) ส่ง SMS MMS มี T9 มีโปรแกรม Dictionary รันเกมและโปรแกรม Java ได้ รองรับ Java 3D มีเกมสามมิติ กล้องมี Photolight ไฟสว่างจ้าสุดร้อนแรง ใช้แทนไฟฉายได้สบายๆ มีระบบเก็บรหัสลับ มีนาฬิกาจับเวลาแบบตั้ง lap ได้ จับเวลาถอยหลังได้ โทรออกด้วยเสียงได้ ตั้งเสียงเรียกเข้าแบบ MP3 และเฉพาะคนโทรเข้าได้ และฟังก์ชั่นพื้นฐานอื่นๆ ที่โทรศัพท์ทั่วไปควรจะมีอีกมากมาย

กว่า 90% ของฟังก์ชั่นทั้งหมด ล้วนเป็นฟังก์ชั่นที่ผมนับจำนวนครั้งใช้ได้ตลอดเวลาปีครึ่งที่ผ่านมา และหลายๆ ครั้งที่ใช้ก็ใช่ว่าจะจำเป็นมากเสียด้วย

เท่าที่จำได้ การใช้ฟีเจอร์ดังกล่าวอย่างมีเหตุผลและคุ้มค่าจริงๆ ของผมเพิ่งเกิดไม่กี่ครั้ง อย่างการอัดเสียงสนทนากับ client ทำเว็บของผม ต่ออินเทอร์เน็ตผ่าน GPRS เพื่อส่งไฟล์เอกสารเร่งด่วน การใช้ photolight แทนไฟฉายในที่มืดตอนไฟดับหรือที่ๆ จำเป็น นาฬิกาจับเวลาในการทำงานบางอย่าง และนาฬิกาปลุกที่ทำให้ผมต้องตื่นจากฝันตลอดปีครึ่งที่ผ่านมาด้วยบทเพลง "Soulmate" ของ Playground

ที่กล่าวมานี่ นอกเหนือจากการรับและการโทรศัพท์ธรรมดานะครับ อ่อ และ SMS ด้วย

และเมื่อผมมองไปรอบๆ ตัวกับสินค้า IT อีกหลายๆ ชิ้น ก็ยังพบเหตุการณ์เดียวกันอยู่

แต่จุดหนึ่งที่ยังเป็นข้อดีของผมคือ ทุกครั้งที่ผมซื้ออุปกรณ์เหล่านี้มา ผมจะตั้งใจอ่านคู่มือและเอกสารต่างๆ ที่ได้มาอย่างพินิจพิเคราะห์ ตั้งแต่ต้นจนจบ

อย่างน้อยที่สุด มันทำให้ผมรู้ว่า มันสามารถสร้างประโยชน์อะไรให้กับผมได้บ้าง และเมื่อผมต้องการมัน ผมจะใช้ได้อย่างไร

ผมมีเพื่อนคนหนึ่งที่ไม่เคยรู้ว่า แผงคอนโซลของรถตัวเองสามารถทำอะไรได้บ้าง ทั้งๆ ที่มันถูกออกแบบมาให้อำนวยความสะดวกต่างๆ มากมาย

รวมไปถึงไม่รู้แม้ว่าเบาะรถตัวเองสามารถพับเก็บได้...

เหตุการณ์เหล่านี้ยังเกิดขึ้นกับหลายๆ คนรอบตัวผม ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิง ผู้ชาย คนแก่ หรือคนรุ่นราวคราวเดียวกับผมก็ตาม แน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้ ย่อมทำให้มูลค่าของสินค้าเหล่านี้ สูญเสียไปอย่างน่าเสียดาย

และโดยเฉพาะสินค้าเทคโนโลยี ที่เราจำเป็นต้องแลกด้วยหยาดเหงื่อของเกษตรกรไทย ปีละไม่น้อยเลยทีเดียว

ผมอยากให้ทุกคนคิดถึงการใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่ามากขึ้น มากกว่าการใช้เงินจับจองเป็นเจ้าของ และหวังว่ามันจะสร้างประโยชน์ให้เราเอง โดยไม่พยายามขวนขวายที่จะเรียนรู้วิธีการประโยชน์จากมันอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะในโลกทุนนิยมที่ทุกอย่างหาซื้อได้ด้วยเงินตรา

และถึงแม้ว่าเราจะหาซื้อโน๊ตบุ๊คได้ในราคาเพียง 100 เหรียญก็ตาม

27 พฤศจิกายน 2548

How to teach ethics?

จริงๆ แล้วผมก็ไม่ได้มาโพสท์กันนานพอสมควร (มาก) เพราะว่ามัวแต่ยุ่งๆ กับอะไรต่อมิอะไรเยอะแยะ พอดีว่าวันนี้ผมกำลังนั่งทำการบ้านวิชา Ethics in Information Technology อยู่ กับคำถามที่ว่า Why advance profession, particularly Software Engineering, needs to have high standard code of ethics and the labor-based profession (e.g. cleaning) does not? หรือแปลก็คือว่า ทำไมวิชาชีพขั้นสูงอย่างวิศวกรรมซอฟท์แวร์จำเป็นต้องมีหลักจรรยาบรรณที่เคร่งครัดมากกว่าวิชาชีพแรงงานอย่างการทำความสะอาด? ระหว่างที่กำลังนั่งนึกอยู่นั้น ก็ทำให้นึกถึงบทความหนึ่งที่ผมเคยขึ้นเมื่อสองปีที่แล้ว ในหัวข้อที่ว่า "การศึกษา นำพามนุษย์ไปข้างหน้า หรือถอยหลัง?" ซึ่งผมเคยลงไว้ในวารสารของ สกศ. มาให้ทุกๆ คนได้อ่านกันครับ

ในทุก ๆ วันนี้ เราคงได้ยินข่าวคราวเกี่ยวกับวงการศึกษาภายในประเทศของเราอย่างมากมายและต่อเนื่อง เนื่องจากปัจจุบัน หลาย ๆ ฝ่ายได้ให้ความสนใจเกี่ยวกับการพัฒนาการศึกษา ซึ่งส่งผลต่อคุณภาพของประชากรไทยโดยตรง โดยเรามักเรียกการพัฒนานี้ว่า “การปฏิรูปการศึกษา”

การศึกษาที่พัฒนาก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว เป็นสิ่งสำคัญที่เพิ่มอัตราการค้นคว้า และวิจัยทางวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี เพื่อมาสนองความต้องการ และแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ของมนุษย์อยู่ตลอดมา ยิ่งการศึกษาของเราก้าวหน้าไปเท่าใด วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของเรา ยิ่งพัฒนาอย่างก้าวกระโดดไปมากเท่านั้น ซึ่งความรู้ใหม่ ๆ เหล่านี้ ก็นำไปสู่การพัฒนาการศึกษาอีกครั้ง เป็นวัฏจักรที่เพิ่มพูนตัวเองอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ความรู้หนึ่ง ต่อยอดไปสู่ความรู้ใหม่ โดยกลไกที่สำคัญที่สุด คือความฉลาดของมนุษย์

มนุษย์เชื่อว่า เราเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีความเจริญทางสมองมากที่สุดในโลก เรามีความเฉลียวฉลาด จนสามารถพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่จนมาเป็นอย่างที่เราได้เห็นกันในปัจจุบันนี้ แต่ก็หลาย ๆ ครั้ง ที่ความรู้ ที่เราใช้สมองและสองมือสร้างมันขึ้นมา กลับทำร้าย และสร้างความเสียหายให้กับอารยธรรมมนุษย์จนเกินกว่าที่จะคาดเดาได้

เรื่องราวเหล่านี้ไม่ใช่เพียงการคาดการณ์อนาคต แต่เราสามารถเห็นตัวอย่างเหล่านี้ได้จากหน้าหนังสือพิมพ์ต่าง ๆ ในทุก ๆ วัน เราจะยกตัวอย่างจากเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เห็นภาพได้อย่างชัดเจน เช่นยาเสพย์ติด จากที่มนุษย์ได้พัฒนาและคิดค้นยาที่มีฤทธิ์ต่อระบบประสาท เพื่อใช้บรรเทาความเจ็บปวดต่าง ๆ ซึ่งนับได้ว่าเป็นนวัตกรรมที่เปลี่ยนวงการแพทย์ของมนุษย์ แต่ในขณะนั้น ใครจะเชื่อว่าในอนาคตต่อมาไม่นาน สิ่งนั้นจะก่อให้เกิดปัญหากับสังคม เศรษฐกิจอย่างรุนแรง และที่สำคัญที่สุด นั่นคือสุขภาพของประชากร ทั้ง ๆ ที่จุดประสงค์เดิมเป็นเพื่อการพัฒนาวงการสาธารณสุขโดยแท้

หรือถ้าเราจะยกตัวอย่างอีกเหตุการณ์หนึ่ง ปัจจุบันโทรศัพท์มือถือเป็นสิ่งหนึ่งที่ชีวิตคนเราจะขาดไปเสียไม่ได้ ตลาดโทรศัพท์มือถือในช่วง 4 - 5 ปีที่ผ่านมา ได้ขยายตัวอย่างรวดเร็ว ส่งผลไปถึงการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ เพื่อกระตุ้นกิเลสของผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง จนในปัจจุบัน โทรศัพท์มือถือ ได้เป็นมากกว่าอุปกรณ์ที่สามารถใช้พูดคุยกันได้ แต่ยังสามารถส่งข้อความ เล่นอินเทอร์เน็ต ฟังเพลง หรือแม้แต่ถ่ายรูป แต่แล้วสิ่งที่ธุรกิจได้พยายามแข่งขันกันพัฒนา เพื่อชิงความเป็นหนึ่งในตลาดนั้น กลับกลายเป็นสิ่งที่ทำให้มีผู้ได้รับความเสียหาย จากการใช้กล้องถ่ายรูปอย่างไม่เหมาะสม ทำให้มีผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากถูกละเมิดสิทธิส่วนบุคคลต่าง ๆ โดยการแอบถ่ายเป็นต้น

เทคโนโลยีอาวุธก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่เราสามารถพบเห็นได้อย่างชัดเจนในทุกวันนี้ การพัฒนาอาวุธใหม่ ๆ ที่มีอานุภาพในการทำลายล้างรุนแรง เพื่อเพิ่มอำนาจการต่อรองทางการเมือง หรือเพื่อป้องกันตัวเองจากการคุกคาม ทั้ง ๆ ที่เรารู้ดีว่า สิ่งที่เรากำลังสร้าง สามารถทำลายล้างโลกใบนี้ได้ในปุ่มเดียว แต่เราก็ยังคงสร้างมันขึ้นมาอยู่ดี ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลที่ต้องการอำนาจในการต่อรอง หรือเพื่อปกป้องตนเองก็ตามแต่

จากตัวอย่างที่กล่าวมา เราจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ความรู้ต่าง ๆ นั้นเปรียบเสมือนดาบสองคม เราพัฒนามันขึ้นมาเพื่อประโยชน์ของเรา แต่สุดท้ายแล้ว มันก็ต้องมีอีกด้านหนึ่ง ที่สามารถมาทำร้ายเราได้ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง งั้นอะไรกัน ที่จะสามารถปกป้องพวกเราจากอันตรายเหล่านี้ได้

จริยธรรม คำนี้อาจหายไปนานสำหรับใครหลาย ๆ คน จริยธรรมเป็นกรอบ ๆ หนึ่ง ที่ทำให้มนุษย์รู้ว่า สิ่งใดที่เหมาะสม และเกิดประโยชน์แก่มวลมนุษย์ชาติ และสิ่งใดที่ไม่เหมาะสม และอาจสร้างความหายนะให้กับมนุษย์ทุกคน

จริยธรรมเป็นสิ่งที่ไม่มีข้อกำหนดที่ชัดเจน ไม่มีการบัญญัติไว้อย่างเป็นทางการ เป็นเพียงความเชื่อของมนุษย์ว่า เป็นกรอบที่สามารถนำพามนุษย์ไปสู่ความสุข และความเจริญที่แท้จริงได้

แต่จริยธรรมในที่นี้นั้น เราไม่ได้หมายถึงพุทธศาสนา หรือศาสนาอื่น ๆ เลย จริยธรรมเป็นกรอบที่มนุษย์สามารถเรียนรู้ และสร้างขึ้นได้สำหรับแต่ละคน เป็นกรอบที่ไม่มีแบบแผน มันหลากหลายแตกต่างไปตามวัฒนธรรม ประเพณี สังคม และอุปนิสัยลักษณะส่วนตัวของแต่ละคน ซึ่งจริยธรรมนี้ เป็นเครื่องมือที่ดีเยี่ยม ในการปกป้องมนุษย์เรา จากสิ่งที่เราเรียกมันว่าความรู้ ยิ่งความรู้ที่มนุษย์พัฒนาสูงขึ้นเท่าไหร่ เรายิ่งจำเป็นที่จะต้องมีจริยธรรมที่ซับซ้อนยิ่งขึ้นเพื่อใช้งานความรู้เหล่านั้นไปในทางที่ถูกต้อง

แต่การพัฒนาการศึกษาในปัจจุบัน เรากลับลืมการพัฒนาจริยธรรมของเด็กและเยาวชนของเราอย่างสิ้นเชิง

การแก้ปัญหานี้ คงไม่ง่ายเหมือนกับที่หลาย ๆ คนคิด มาจนถึงจุดนี้ นักการศึกษาหลาย ๆ คนคงจะนึกถึงการประยุกต์ใช้ศาสนาเข้าไปเป็นเครื่องมือ แต่ในมุมมองของผู้ที่เป็นผู้ได้รับการศึกษาคนหนึ่งอย่างผมกลับคิดว่า การใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือ กลับเป็นสิ่งที่ไม่ได้ผลอย่างสิ้นเชิง

อาจจะเป็นด้วยเหตุผลที่ว่าศาสนาเป็นสิ่งที่ดูล้าสมัย ดูเชย หรือว่าเป็นเพราะค่านิยมสมัยใหม่ของวัยรุ่น ที่มองศาสนาเป็นเพียงการแบ่งกลุ่มคนออกไปตามความเชื่อต่าง ๆ และพิธีกรรมเท่านั้น ซึ่งไม่ว่าจะเป็นประการใด การเปลี่ยนแปลงค่านิยมของคนหมู่มาก เป็นสิ่งที่แทบเป็นไปไม่ได้ และไม่ควรอยู่ในกระบวนการแก้ไขปัญหานี้เลยแม้แต่น้อย

ในเมื่อเราไม่สามารถปรับเขาเข้าหาจริยธรรมที่เราต้องการได้ เราจะปรับจริยธรรม เข้าสู่ความคิดของเขาได้อย่างไร

วัยรุ่นในปัจจุบัน เป็นกลุ่มคนที่มีความเชื่อมั่นในตนเองสูง มีความกล้าคิด กล้าแสดงออก เป็นตัวของตัวเอง ดังนั้นการที่จะปลูกฝังจริยธรรมในจิตใจของคนกลุ่มนี้นั้น คงมีวิธีแค่เพียงว่า ให้เขาเหล่านั้นได้ค้นพบได้ตัวเอง ได้เชื่อในความคิดของคนเอง ก็คงเพียงเท่านั้น

แน่นอนว่า โจทย์นี้เป็นโจทย์ที่ยาก เพราะมันไม่ใช่แค่เพียงการศึกษา ที่จะสามารถปลูกฝังจริยธรรมเข้าไปในจิตใจคน ๆ หนึ่งได้ มันยังประกอบกับสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ อีก ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว เพื่อนฝูง หรือแม้แต่พฤติกรรมส่วนบุคคลก็ตาม แต่หากใครก็ตามที่ได้มีที่พึ่ง ได้รับความอบอุ่น ได้เห็นความสำคัญของการเอื้ออาทรซึ่งกันและกัน ได้เข้าใจถึงความรู้สึกของผู้อื่น และคำถึงถึงจิตใจผู้อื่นอยู่เสมอ เขาคนนั้นจะเติบโตขึ้นมาเป็นคนที่สามารถพิจารณาได้ว่า สิ่งใดที่ทำแล้วผู้อื่นมีความสุข หรือสิ่งใดที่ทำแล้วผู้อื่นเจ็บปวด แน่นอนว่า นั่นคือจริยธรรมที่เราต้องการ

ถึงแม้ว่าตามที่กล่าวมานั้น หลาย ๆ ฝ่ายต่างก็มีความสำคัญในการแก้ไขปัญหานี้ แต่จุดที่ผมอยากให้ปรับเปลี่ยนมากที่สุดก็คือ ครูอาจารย์นั่นเอง

เสมอมา ในวัฒนธรรมของไทยเรานั้น ครู ดูจะเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ น่าเคารพ บูชา และนับถือไว้เหนือหัว แต่ผมกลับคิดว่า ช่องว่างที่เกิดขึ้นจากวัฒนธรรมนี้ กลับเป็นสิ่งที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม

คนที่เป็นครูนั้น ไม่ใช่เพียงแค่เป็นผู้ที่คัดลอกความรู้จากหนังสือมาเขียนบนกระดานเท่านั้น หากแต่เพียงต้องเป็นเพื่อน เป็นที่พักพิงให้กับนักเรียน เนื่องจากหลาย ๆ ครั้ง ที่เด็กไม่สามารถพูดคุยเรื่องราวต่าง ๆ กับพ่อแม่ได้ จึงนำเรื่องเหล่านั้นไปคุยกับเพื่อน แต่จะดีแค่ไหนถ้าเพื่อนนั้น ไม่ใช่เป็นคนที่มีอายุไล่เลี่ยกัน แต่หากเป็นผู้ที่มีวุฒิภาวะแล้ว ดังเช่นครูอาจารย์นี้

นอกจากนี้ ผู้ที่เป็นครู ไม่ใช่จะทำหน้าที่ในช่วงเวลาแปดโมงเช้า ถึงสี่โมงเย็น หรือเวลาราชการเท่านั้น ผู้ที่เป็นครู ต้องทำหน้าที่เป็นครูตลอดเวลา ใช้เวลากับนักเรียน ไม่ใช่แค่เพียงช่วงในระยะเวลาเรียน แต่ต้องร่วมถึงในชีวิตจริงด้วย ทำกิจกรรมต่าง ๆ ร่วมกับนักเรียน เพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างครูและนักเรียน แต่แน่นอนว่า ย่อมต้องมีขอบเขตที่เหมาะสมเช่นเดียวกัน

แน่นอนว่า กุญแจสำคัญในที่นี้คือการลดช่องว่างกับนักเรียน และสร้างความเชื่อถือให้กับนักเรียน ให้เขาได้รู้สึกว่าเขามีที่พึ่งอยู่เสมอ ความไว้วางใจนี้ จะนำไปสู่ความเข้าใจจิตใจซึ่งกันและกัน และเพื่อนำไปสู่เป้าหมายที่สำคัญที่สุดของเรา นั่นคือจริยธรรม

แม้ว่าสังคมนี้ จะยังบีบบังคับให้ผู้คนปฏิบัติตัวออกจากกรอบของจริยธรรม ไม่ว่าจะเป็นสภาพสังคมที่มีการแข่งขัน การชิงดีชิงเด่นในกลุ่มธุรกิจ การพัฒนาเพื่อผลกำไร แต่สิ่งนี้เป็นเพียงผลกระทบจากความรู้ของมนุษย์ที่ก้าวหน้าล้ำจริยธรรมไปเท่านั้นเอง ซึ่งผมเชื่อว่า เมื่อใดก็ตามที่เราสามารถพัฒนาจริยธรรมของคนรุ่นใหม่ให้ทันความรู้สมัยใหม่แล้วล่ะก็ สิ่งที่เคยทำร้ายมนุษย์ในอดีตคงจะลดน้อยลงอย่างแน่นอน

แต่หากการศึกษาของเรา ยังคงอยู่แต่เพียงภายใต้จุดประสงค์เพื่อการพัฒนาคนที่มีความรู้ความสามารถ เพื่อสร้างนักวิทยาศาสตร์ หรือนักวิจัยให้กับประเทศและมนุษย์ชาติก็ตามแต่ เราก็เพียงแต่เร่งจุดสิ้นสุดของอารยธรรมมนุษย์ให้เร็วขึ้นมาเท่านั้น
คุณพร้อมที่จะเปิดใจ แล้วเปลี่ยนแปลงมันหรือไม่?

15 พฤศจิกายน 2548

ความชัดเจนบนเส้นทางอุดมการณ์

จริงๆ ผมเองก็ไม่เคยคิดว่า ประเด็นนี้ผมจะต้องมาย้ำเตือนกันอีกครั้ง แต่ผมมาชี้แจงกันให้ทราบไว้ก็ดีเหมือนกันครับ

นั่นก็คือในเรื่องของอุดมการณ์หลัก ที่ผมวางไว้ให้กับชมรมแห่งนี้ นับแต่วันที่มันเริ่มต้นขึ้น นั่นคือ "การร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาการศึกษาและนำเสนอวิชาการในรูปแบบใหม่และสร้างสรรค์ให้กับสังคมโรงเรียนและสังคมไทย"

คำขวัญของผมคือ "สร้างสรรค์และแปลกใหม่" นี่เองเป็นเหตุผลที่ทำให้ผมใช้ชื่อ Cubic Creative กับชมรมแห่งนี้

ผมพยายามนำเสนอรูปแบบแนวคิดของผม ผ่านกิจกรรมที่ดูแปลกใหม่ สร้างสรรค์ ทันสมัย เพื่อลบภาพความน่าเบื่อของคำว่าวิชาการที่มักติดภาพจากห้องเรียนทั่วไปออกไป เราพยายามสร้างสรรค์ความสนุกสนาน รอยยิ้ม และเสียงหัวเราะให้กับน้องๆ ของเรา

เพื่อสร้างความแข็งแกร่งในการนำเสนอแนวคิดให้มีความน่าเชื่อถือ เราได้พยายามสร้างภาพลักษณ์ของความหรูหรา สร้างสรรค์ แปลกใหม่ ทันสมัย ให้กับแบรนด์ Cubic Creative ของเรา ไม่ว่าจะผ่านการประชาสัมพันธ์ในรูปแบบต่างๆ ภาพลักษณ์ของงาน Artwork ทุกชิ้นที่ต้องถูกผ่านการกลั่นกรอง และตัวกิจกรรมต่างๆ ที่จัดต้องไม่ขัดกับภาพลักษณ์หลักอันนี้

แน่นอน แม้ว่าแนวคิดนี้ จะจำเป็นต้องใช้พลังทุนทรัพย์ขับเคลื่อนมากกว่าวิธีการแบบเดิมๆ แต่ผมก็เชื่อว่า เราไม่ได้ใช้เงินอย่างฟุ่มเฟือย แต่เราพยายามใช้อย่างคุ้มค่าที่สุด เพราะผลตอบรับที่ได้นั้น ช่างคุ้มค่ากับเงินที่เสียไปอย่างปฏิเสธไมไ่ด้

แต่ดูเหมือนอุดมการณ์ที่ผมวางไว้ จะยังไม่มั่นคงและชัดเจนพอ ที่จะเอาชนะภาพของความหรูหราฟุ้งเฟ้อนี้ได้?

ผมอยากฝากถึงน้องๆ ทีมงานรุ่นปัจจุบัน และรุ่นที่จะเข้ามาเป็นกำลังสำคัญของเราในอนาคตว่า อย่าหลงยึดติดกับภาพแห่งความสนุกสนาน ท้าทาย หรูหรา ทันสมัยเหล่านี้ จงระลึกเสมอว่า มันเป็นเพียงเครื่องมือ ที่เราจะนำเสนอแนวคิดของเราและกิจกรรมของเราให้กับน้องๆ และผู้ปกครองในโรงเรียนได้ง่ายขึ้นเท่านั้น เหตุผลที่เราเสียสละอยู่ทุกวันนี้ไม่ใช่เพื่อความสนุก แต่เพื่อประโยชน์ของทุกฝ่ายในฐานะที่ได้ร่วมยกระดับการศึกษาของประเทศ

สิ่งสำคัญอันดับหนึ่ง ที่เราต้องพึงระลึกไว้อยู่เสมอก็คือว่า "เราจะต้องร่วมสร้างสรรค์บรรยากาศทางวิชาการให้กับสังคม" ไม่ใช่ "เราจะต้องร่วมสร้างสรรค์ความสนุกสนานให้กับสังคม"

ผมอยากให้อุดมการณ์นี้ อยู่คู่กับชมรมวิชาการสืบต่อไปนานเท่านาน และมั่นคง